ข่าววันไหว้ครู 25 เม.ย.56

Advertisements

Activities’ Pics

มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งฝากภาพมาให้ชมครับ


สำหรับภาพวัตถุมงคล ที่ท่านถ่ายรูปส่งมา ผมจะทยอยโพสต์ให้ชมครับ ช่วงนี้เปิดเทอม 1 แล้ว ผมยุ่งนิดหน่อยครับ
แต่จะพยายามหาเวลามาดูแลหน้าเว็บครับ

หลวงปู่แย้ม ปิยวัณโณ วัดตะเคียน จ.นนทบุรี


หลวงปู่แย้ม เป็นพระสงฆ์อีกรูปหนึ่งที่ผมนับถือมาก เคยมีโอกาสไปกราบท่านหลายครั้ง
ปัจจุบันหาโอกาสเข้าพบหลวงปู่ได้ยากแล้ว เพราะหลวงปู่สุขภาพไม่แข็งแรง
ร่างกายติดเชื้อได้ง่าย ท่านพักผ่อนอยู่ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โอกาสน้อยที่จะมาที่วัดตะเคียน

ผมขอนำประวัติหลวงปู่แย้ม ที่มีผู้เผยแพร่เอาไว้แล้ว มาเผยแพร่ต่ออีกที ดังนี้ ครับ
(จากเว็บ http://www.tk49.org/webboard-tk/show.php?Category=tk49&No=1785 )


ประวัติหลวงปู่แย้ม ปิยวัณโณ วัดตะเคียน ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

พระครูปิยนนทคุณ หลวงปู่แย้ม ปิยวณฺโณ
เจ้าอาวาสวัดตะเคียน ตำบลบางคูเวียง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี
ปัจจุบัน อายุได้ ๙๑ ปี กับ ๓ เดือน (ปี พ.ศ.2551)

หลวงปู่แย้มเป็นชาวจังหวัดสมุทรสาครโดยกำเนิด เกิดที่ ตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๕๙ ในครอบครัวชาวนา นามเดิมว่า แย้ม ปราณี มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันทั้งหมด ๔ คน ท่านเป็นบุตรชายคนที่ ๒ ของครอบครัว โยมบิดาชื่อเพิ่ม โยมมารดาชื่อเจิม (ปัจจุบัน โยมบิดา โยมมารดา พี่ น้อง ต่างก็เสียชีวิตไปหมดแล้ว โดยเฉาะโยมมารดาเสียชีวิตตั้งแต่หลวงปู่อายุได้ ๑๐ ขวบ)

หลวงปู่แย้มเมื่อตอนเป็นเด็กชายแย้ม ก็เหมือนกับเด็กทั่วไปคือต้องเข้าเรียนหนังสือ เด็กชายแย้มได้เข้าศึกษาหาความรู้ ที่โรงเรียนประชาบาลวัดหลักสองของ อำเภอบ้านแพ้ว แต่เรียนได้แค่ชั้นประถม ๑ เท่านั้นเอง เพราะต้องอยู่บ้านเพื่อช่วยบิดาทำนาหาเลี้ยงชีพ

ครั้นอายุได้ ๑๔ ปี ก็ต้องลาออกจากโรงเรียนอย่างเด็ดขาด เพราะว่าโตเกินกว่าที่จะไปโรงเรียนแล้ว จึงได้ออกมาช่วยบิดาทำนาเรื่อยมา จวบจนกระทั่งอายุได้ ๒๐ ปี บริบูรณ์ โยมพ่อต้องการให้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาตามประเพณีนิยมของคนไทยตั้งแต่ครั้งโบราณกาล และเพื่อเป็นการสร้างบุญสร้างกุศล เฉกเช่นชายไทยทั่วไป

“ฉันก็เต็มใจนะ เพราะจะได้แผ่กุศลไปให้กับโยมแม่ที่เสียไปตั้งแต่อายุฉันได้ สิบขวบด้วย ได้กำหนดวันกันเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ โยมพ่อก็เปลี่ยนใจ บอกว่าเอาไว้ปีหน้าเถอะปีนี้ทำนาก่อน และ มาเลื่อนกันง่ายๆ ฉันก็ไม่ว่ากระไร เอาไงก็เอากัน ฉันเป็นคนตามใจพ่ออยู่แล้ว” หลวงปู่เล่าความหลังให้ฟัง
หลังจากนั้นก็ทำนาเรื่อยมา จวบจนมาเสร็จสิ้นเอาใกล้ๆ จะเข้าพรรษา โยมพ่อก็เอ่ยปากบอกว่า “บวชเสียเถอะนะ ไปอาศัยบวชกันนาคอื่นเขาก็ยังดี”
“ฉันก็ตามใจอีก โยมพ่อจะให้ทำยังไงก็เอากัน แล้วโยมพ่อก็นำเงินจำนวน ๒๐ บาทไปถวายพระอาจารย์ที่วัดหลักสองราษฎร์บำรุง โดยบอกความประสงค์กับท่านว่า ให้ช่วยจัดการบวชให้ฉันทีเถอะ ก็เป็นการช่วยจัดหาเครื่องบวชให้นะ ในสมัยนั้นราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่หรอก ไม่ถึง ๑๐ บาทเสียด้วยซ้ำ จากนั้นอาจารย์ก็จัดของที่ท่านมีอยู่แล้วให้ ส่วนเงิน ๒๐ บาทนั้น ท่านได้นำเอาไปจ้างช่างต่อเรือขนาด สามมือลิงใหญ่ๆ ซึ่งหมดเงินไป ๑๘ บาท เพื่อเอาไว้ใช้ในกิจของสงฆ์”

นายแย้มจึงได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาที่วัดหลักสองบำรุงราษฎร์ ตามที่โยมพ่อและตัวของท่านเองได้ตั้งศรัทธาเอาไว้ มีพระครูคณาสุนทรรนุรักษ์เจ้าคณะอำเภอบ้านแพ้ว เป็นพระอุปัชณาย์ เจ้าอธิการเหลือ เจ้าคณะตำบลเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ชื่นเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า “ปิยวณฺโณ”

หลังจากเสร็จสิ้นการบวชแล้ว ด้วยพระภิกษุแย้ม เป็นพระหนุ่มที่มีหน้าตาดี จึงมีการกล่าวหยอกล้อกันว่า พระภิกษุแย้ม ไม่น่าจะบวชได้นานเกิน ๒ พรรษาหรอก จึงเป็นเรื่องให้มีการท้าพนันกันว่า ถ้าพระภิกษุแย้มบวชแล้วอยู่ได้นานเกิน ๒ พรรษา แล้วเมื่อถึงเวลาลาสิกขา จะออกเครื่องสึกทั้งหมดให้

“ฉันก็ไม่ได้รับคำท้านั้นหรอกนะเพราะว่ามันเป็นการพนันและอีกอย่างก็ถือว่าเป็นการพูดล้อกันเล่นมากกว่า ส่วนในใจของฉันนั้นนะมีความศรัทธาอยู่ว่าจะบวชสักสองพรรษาก็คงพอ” หลวงปู่อธิบาย

ระหว่างครองเพศบรรพชิตอยู่ พระภิกษุแย้มก็เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติเป็นอันมาก รวมทั้งยังตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างเอาจริงเอาจัง จนทำให้สามารถสอบได้นักธรรมตรีในพรรษาแรกเท่านั้น พอย่างพรรษาที่สองพระภิกษุแย้มก็เกิดป่วย “เรียกว่าป่วยหนักเลยนะ ในชิวิตฉันไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย ฉันป่วยจนแทบจะตายแนะ มันเป็นใข้นะ ต้องนอนซมอยู่กับที่เวลาลุกขึ้นทีไรเป็นหน้ามืดทุกที ต้องดมพิมเสนทุกที ช่วงนั้นไม่มีใครเขามาดูแลฉันหรอก ฉันต้องต้มยาฉันเอง จนโยมพ่อทราบเรื่อง จึงมารับฉันกลับไปรักษาตัวที่บ้าน โดยเอาฉันใส่เรือให้นอนไป บ้านฉันกับวัดก็ไกลอยู่เหมือนกันราวๆ ๔ กิโลเมตรได้นะ หมอนุ่มเป็นคนต้มยาสมุนไพรไทยของเรานี่แหละให้ฉัน ทำการรักษาฉัน หมอนุ่มนี่เขาเก่งมากนะ จัดหายามาต้มให้ฉันเพียง ๒ หม้อเท่านั้นเองฉันก็หายเลย แต่ก็ต้องพักรักษาตัวอยู่เกือบเดือน จึงค่อยกลับไปจำพรรษาที่วัดได้ตามเดิม”

ที่วัดหลักสองบำรุงราษฎร์ พระภิกษุสมัยนั้นจะเก่งในเรื่องช่าง ไม่ว่าจะเป็นช่างไม้ช่างปูน ช่างทาสี พระภิกษุเหล่านี้จะเป็นที่โปรดปรานของเจ้าอาวาสมาก พระภิกษุแย้มเองก็มีงานช่างทำเหมือนกันคือเป็นช่างพิมพ์กระเบื้องในโรงงานของวัด วันหนึ่งต้องพิมพ์ให้ได้ถึง ๕๓๐ แผ่นทีเดียวเพื่อให้ทันเวลาที่จะนำไปสร้างกุฏีสงฆ์หลังใหม่ที่ทางวัดได้สร้างขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่ากระเบื้องทุกแผ่นที่วัดหลักสองใช้สร้างอุโบสถ ศาลาการเปรียญ หรือกุฎีสงฆ์ เป็นฝีมือของพระภิกษุแย้มทั้งสิ้น

นอกจากงานด้านช่างแล้วพระภิกษุแย้ม ยังได้แอบศึกษาวิชาหมอยา เพื่อสงเคราะห์ชาวบ้านแถบนั้นด้วย เป็นเพราะท่านมีเมตตาไม่อยากให้ชาวบ้านเดือดร้อนมากนัก

กล่าวถึงการเป็นหมอยาของหลวงปู่แย้ม สมัยก่อนเมื่อประมาณ ๗๐ ที่แล้วนั้น พวกเราลองคิดดูว่าการไปมาหรือการเดินทางนั้นจะลำบากสักขนาดไหน ครั้นเมื่อมีเวลาญาติพี่น้องเจ็บใข้ได้ป่วยก็ต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ เพื่อที่จะช่วยเหลือเขา วิธีที่ดีและรวดเร็วที่สุดก็คือ หมอยากลางบ้านนั้นแหละ และก็ตัวยาสมุนไพรทั้งนั้น พระภิกษุแย้มของญาติโยมก็เลยมองเห็นความสำคัญในข้อนี้ จึงลงมือศึกษาค้นคว้าในเรื่องของตัวยาสมุนไพรและคาถาอาคมที่จะใช้เสกกำกับลงไปในตัวยาเพื่อใช้สำหรับการรักษา จนท่านมีความมั่นใจในตัวยาสมุนไพรที่ท่านได้ศึกษาจากตำราและค้นคว้าด้วยตัวเอง ท่านก็เริ่มลงมือช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือนร้อนได้ทันที ในพรรษาที่ ๒ ของการเป็นพระภิกษุนั้นเอง

หลังจากนั้นมา ชาวบ้านที่ได้รับการช่วยเหลือ ก็เกิดศรัทธา สาเหตุเพราะว่าท่านสามารถรักษาชาวบ้านให้หายได้ จากคนเดียว เป็นสองคน จนถึงหลายๆคนในเวลาต่อๆมา ยังไม่พอเพียงเท่านั้นชาวบ้านที่รักษาหายแล้วต่างพากันเรียกร้องให้ท่านช่วยรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ขับใล่สิ่งเลวร้ายที่อยู่ในตัวของตนให้หมดไป จนพากันเข้าใจว่า พระภิกษุแย้ม เป็นพระเกจิอาจารย์ไปเลยทีเดียว

หลังจากนั้นมาท่านก็ไม่สามารถขัดญาติโยมได้อีก ทำให้ท่านต้องดั้นด้นเรียนรู้ หาวิธีศึกษาในทุกๆทางจากทุกๆที่ เพื่อจะได้ทำให้มีวิชาเข้มขลังยิ่งขึ้น จนกระทั่งท่านได้พบกับหลวงพ่อสายวัดทุ่งสองห้อง ท่านได้เมตตาช่วยสอน พร้อมทั้งแนะนำให้ความรู้ทั้งเรื่องยันต์และเรื่อง เวทมนต์พระคาถาอาคม ทุกอย่าง

คำกล่าวที่ว่าความพยายามอยู่ที่ใหนความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น พระภิกษุแย้ม ก็ได้พบเจอกับความจริงข้อนี้ หลังจากเพียรพยายามศึกษา อยู่นานทำให้ท่านสำเร็จ และได้วิชาทุกตัวจากหลวงพ่อสายโดยไม่มีตกหล่นแม้แต่สักตัวเดียว

จากนั้นชื่อเสียงของท่านก็บรรเจิดขึ้นตลอดเวลา จนกระทั่งบวชได้ ๑๐ พรรษา โยมลุงได้นิมนต์ให้มาอยู่จำพรรษาที่วัดตะเคียน
“โยมลุงของฉันชื่อว่า เคลิ้ม เป็นพี่ชายของโยมแม่เขามามีเหย้ามีเรือนอยู่แถววัดตะเคียนนี้ ทีนี้เขาจะบวชลูกชายก็ไปนิมนต์ฉันมาเป็นพระคู่สวดให้ ฉันก็มาตามนิมนต์ แต่พอพระบวชแล้วโยมลุงก็นิมนต์ให้ฉันอยู่จำพรรษาที่วัดตะเคียนนี่สักพรรษาหนึ่งก่อน เพื่อจะได้อยู่เป็นเพื่อนพระลูกชายของแก ฉันมองดูแล้วก็น่าเห็นใจอยู่ เนื่องจากที่วัดตะเคียนนี้มีพระจำพรรษาอยู่เพียงองค์เดียวเท่านั้นคือหลวงพ่อแดง เจ้าอาวาสนั้นเอง ฉันก็เลยตอบตกลง แต่ผ่านไปเพียง เจ็ดวันหลวงพ่อแดงเจ้าอาวาสก็เกิดมามรณภาพไป หลังจากงานศพหลวงพ่อแดงแล้วฉันก็เลยเดินทางมาจำพรรษาที่วัดตะเคียน และไม่นานนักเจ้าคณะอำเภอก็ให้ทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาส และต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่นั้นมา” หลวงปู่เล่าถึงสาเหตุที่ต้องมาอยู่ที่วัดตะเคียน

จวบจนปัจจุบัน หลวงปู่แย้ม เป็นเจ้าอาวาสวัดตะเคียนมาร่วม ๖๐ ปี จากวัดร้าง ที่ไม่น่าอยู่ไม่น่าพิสมัย ได้พัฒนาให้กลับกลายเป็นวัดที่สวยงาม ด้วยตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านได้พัฒนาวัดมิได้หยุดหย่อน แม้จะเป็นวัดที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ทว่าในปัจจุบันการเดินทางมาทีวัดตะเคียนสามารถทำได้โดยง่ายดาย เนื่องจากทางการได้ทำการตัดถนนสายใหม่ ผ่านทางเข้าวัด คือถนนพระรามที่ ๕ (นครอินทร์) ช่วยให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น

หลวงปู่แย้ม เจ้าของตำนาน ตะกรุดคอหมา อันโด่งดัง ได้สร้างชื่อประดับวงการพระเกจิเมืองไทย ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั่วแผ่นดินไทย ไม่ว่าจะเป็นคนยากจน หรือมหาเศรษฐี ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน นักการเมือง ผู้ที่ทราบถึงความศักดิ์สิทธิของท่าน ต่างก็เดินทางมาหาท่านเพื่อขอพรขอบารมีจากท่านกันมิได้ขาดสายอยู่ทุกวี่ทุกวัน

วัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง ที่ท่านได้จัดสร้างขึ้นมา รุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่างถูกสั่งจองและเช่าซื้อหากัน จนทำให้ราคาพุ่งขึ้นๆ ทุกวัน เหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะสืบเนื่องมาจากครั้งเมื่อท่านได้ทำตะกรุดคอหมา คล้องคอให้ให้กับหมาในวัดของท่านทุกตัว เพื่อป้องกันภัยให้หมาของท่าน แต่แล้วคนก็มาแย่งหมาไปบูชากันเองจนหมดสิ้น
อันว่าตะกรุดที่ท่านได้ดำริริเริ่มสร้างผูกคอหมา ก็เนื่องมาจากว่า หลวงปู่แย้มท่านเป็นคนที่มีเมตตาต่อสรรพสัตว์สูง ท่านได้เลี้ยงหมาไว้หลายตัว บางครั้งหมาที่ท่านเลี้ยงไว้อาจไปทำความเดือนร้อนให้ชาวบ้านไกล้ๆ วัดบ้างทำให้หมาของท่านถูกทำร้ายด้วยการปาก้อนหิน หรือรุนแรงจนถึงขั้นให้ปืน ใช้มีดดาบทำร้าย ทำให้หมาบางตัวได้รับความทุกข์ทรมาณเป็นอย่างมาก ครั้นหลวงปู่จะไปห้ามโยมไม่ให้ตีหมา ทำร้ายหมาก็คงไม่เป็นผลอะไร คิดดังนั้นแล้ว จึงจัดเตรียมอุปกรณ์ สำหรับทำตะกรุด ด้วยพิธีกรรมที่ไม่เหมือนใครคือท่านจารตะกรุดในน้ำด้วยสมาธิจิตอันแน่วแน่ ของท่าน เมื่อทำเสร็จแล้วจึงนำไปผูกคอหมาที่ท่านเลี้ยงไว้จนครบทุกตัว
หลังจากนั้นหมาของท่านก็ไม่เคยได้รับความรุนแรงใดๆ อีกเลย ทำให้ชาวบ้านแถวนั้นเกิดความสงสัย ก็สอบถามกันไปสอบถามกันมาได้ความว่าหลวงปู่แย้ม ได้ผูกตะกรุดวิเศษไว้ที่คอหมาทุกตัว ก็เลยทำให้บรรดานักเลงแถวนั้นเกิดความอยากลองของ ว่าจะแน่สักแค่ใหนก็นำปืนมาลองยิงหมาดู ปรากฏว่าปืนแตก ! เป็นเหตุให้เกิตความฮือฮาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คนที่ต้องการตะกรุดแบบเร็วๆ ก็แย่งเอาที่คอหมา คนที่มีศีลธรรมดีหน่อยก็ไปบอกกล่าวขอกับหลวงปู่เอง กิติศัพท์ของหลวงปู่ก็กระฉ่อนแต่นั้นมา จนชาวบ้านเรียกขาน ว่า “ปู่แย้ม ตะกรุดคอหมา”

ปัจจุบันหลวงปู่แย้ม ยังเป็นที่เคารพศรัทธาของบรรดาลูกศิษย์ ทั้งศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ ต่างไม่เคยลืมแวะเวียนมาหาท่านกันเป็นประจำ ใครมีอะไรใหม่ มีอะไรที่ทำให้ไม่สบายอกไม่สบายใจก็มาหาท่านซึ่งท่านก็เมตตากับทุกคนที่แวะเวียนมา บางคนออกรถใหม่ก็นำมาให้ท่านเจิมให้ ด้วยบารมีอันแก่กล้าของท่าน รับประกันได้ว่ารถคันนั้นจะไม่มีวันเจออุบัติเหตุใหญ่ๆ แน่นอน บางคนทำการค้า การขาย บางช่วงบางโอกาสเศรษฐกิจบ้านเมืองไม่ดี ก็มาหาท่านขอเช่าบูชาธูปเสก นำไปจุดไหว้ ปรากฏว่า การค้าการขายดีขึ้นเป็นพิเศษ

เรื่องธูปเสกของท่านนี้ลูกศิษย์ลูกหา นิยมบูชากันมาเป็นเวลานานกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว เพราะว่าทุกคนไม่เคยผิดหวัง แถมหลวงปู่ยังย้ำพร้อมรับประกันให้ว่าถ้าไม่ดีจริงให้มาต่อว่าได้เลยพร้อมทั้งยังอธิบายวิธีบูชาให้อีกด้วย … (ปัจจุบันไม่มีให้บูชาแล้ว)

เมื่อได้พูดถึงตะกรุดคอหมาแล้ว ว่าคงกระพัน หรือแคล้วคลาดอย่างไร ก็ทำให้ต้องพูดถึงวัตถุมงคลอีกอย่างที่เข้มขลังไม่แพ้กัน นั่นคือ “เสือปืนแตก”
เล่ากันว่า มีนายตำรวจ ในเขตอำเภอบางกรวย ได้ทราบข่าวว่าหลวงปู่แย้ม สร้างเสือเนื้อตะกั่วขึ้นมาเพื่อหาปัจจัยสร้างวัด และมีคนเล่าให้ฟังถึงความขลังของวัตถุมงคลของหลวงปู่ จึงอยากลองของ ใด้มาขอยืมจากลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้วัด เพื่อนำไปลอง ปรากฏว่ายิงนัดแรกไม่ออก นัดที่สองไม่ออก ยิงอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม ปืนแตกใส่มือได้รับบาดเจ็บ เป็นแผลเป็นมาจนทุกวันนี้

ตั้งแต่อดีต หลวงปู่ได้พยายามรวบรวมปัจจัย เพื่อนำมาสร้างเสนาสนะ และบูรณะวัดอยู่อย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด จวบจนปัจจุบันหลวงปู่ก็ชราภาพลงมากแล้ว แต่ยังมีภาระซ่อมสร้างเสนาสนะที่ชำรุดทรุดโทรมอีกหลายอย่าง ทั้งยังขาดจตุปัจจัยอีกเป็นจำนวนมาก ในการซ่อมสร้างเพื่อให้สำเร็จลุล่วงไป จึงได้ดำริปรึกษาหารือกับทางคณะกรรมการวัด ว่าด้วยเรื่องการสร้างวัตถุมงคลขึ้นในคราวฉลองทำบุญครบรอบวันเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๐ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีพิเศษยิ่ง จึงได้จัดสร้างวัตถุมงคล องค์พ่อจตุคามรามเทพ โดยได้นำผงมวลสารจากจตุคามรามเทพ รุ่นเก่ายอดนิยม มาผสมด้วย

การสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งสำคัญของวัดตะเคียนซึ่งถือเป็นรุ่นแรก พระที่สร้างในพิธีนี้ทั้งหมดถือเป็นยอดวัตถุมงคลของท่าน มวลสารทั้งหมดได้จัดเตรียมมานานนับเดือน ก็เป็นเพราะความตั้งใจของหลวงปู่เอง รวมทั้งได้นำมวลสารพระเครื่องยุคแรกที่ท่านสร้างและบรรจุในกรุนานกว่า ๖๐ ปี
มวลสารหลักของพระรุ่นนี้ มีผลอิทธิเจ ผงมหาราชเก่า ผงวิเศษ ๑๐๘ ที่ท่านจารและเขียนขึ้นเองตามฤกษ์ยามที่ท่านกำหนดและปลุกเสกมานาน ผงไม้ตะเคียนอินทราณี ผงกะลาตาเดียวลงยันต์ จัน-สูรย์ ไม้มงคลแดง ไม้มงคลดำ ผงใบลาน ผงทองคำ ผงตะไบชนวน แผ่นจารยันต์พระเกจิอาจารย์ ๑๐๘ องค์ ผงตะไบชนวนโลหะที่ท่านเก็บไว้ ผงยาจินดาวาสนา รวมทั้งผงกระเบื้องหลังคาโบสถ์ ผงเสาโบสถ์มหาอุด ผงทองพระประธาน เป็นต้น

จากการได้เข้าพบนมัสการหลวงปู่แย้ม ในครั้งนี้ ผู้เขียนซึ่งนับถือท่านและฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านมานาน ยังได้เห็นความน่ารัก ความมีเมตตาของหลวงปู่อยู่อย่างเต็มเปี่ยม ใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา ไม่เกี่ยงงอนเมื่อมีญาติโยมมาขอพบ เพื่อขอพรขอบารมี ไม่ว่าเวลาไหน

ครั้งนี้หลวงปู่ยังได้มอบวัตถุมงคล ชิ้นล่าสุดของวัด และจัดว่าเป็นวัตถุมงคลล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง นั้นคือ “ตะกรุดหนังเสือ” ก่อนที่หลวงปู่จะมอบให้ผู้เขียน หลวงปู่ยังกำชับว่า “ใครจะยิงให้มันยิงไปเถอะ เดี๋ยวปืนมันก็แตก เอ้า เพี้ยง” ทำให้ผู้เขียนขนลุกซู่ไปทั้งตัว เนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้หญิงวัยกลางคน พร้อมญาติๆ ของตนได้เข้ามาขอพบหลวงปู่พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า ตนเป็นแม่บ้านทำงานอยู่กับบ้าน วันหนึ่งได้เกิดอุบัติเหตุแบบไม่คาดฝันขึ้น ตนได้ทำน้ำร้อนที่ต้มเดือดจัด หกรดขาทำให้ขาโดนลวกเกือบทั้งขาด้านขวา ตนตกใจมากรีบร้องตะโกนเรียกญาติที่อยู่ใกล้ๆ ให้มาช่วยตนเร็วๆ ทุกคนต่างวิ่งกันมาดูด้วยความตกใจ ครั้นเมื่อตนตั้งสติได้ กลับพบว่าน้ำร้อนนั้นไม่สามารถทำให้ขาของตนพุพองหรือปวดแสบปวดร้อนแต่ประการใดเลบ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ตนมานึกขึ้นได้ว่าตัวเองแขวนตะกรุดหนังเสือหลวงปู่แย้มอยู่เพียงอันเดียว จึงรีบมาที่วัดเพื่อกราบขอบพระคุณหลวงปู่ ในอิทธิบารมีของหลวงปู่ในครั้งนี้

หลวงพี่สงบพระเลขาผู้ดูแลใกล้ชิดหลวงปู่เล่าว่า หนังเสือที่นำมาทำตะกรุดนี้เป็นหนังเสือที่ได้รับบริจาคจากลูกศิษย์คนหนึ่ง นำมาให้เพื่อให้หลวงปู่พิจารณาว่าจะสามารถสร้างบุญกุศลอันใดได้บ้าง หลวงปู่จึงทำเป็นตะกรุดหนังเสือ ออกให้เช่าบูชา ทำให้มีเงินรายได้จากการให้เช่าบูชาตะกรุดหนังเสือนี้ มีมากพอที่จะเทพื้นในบริเวณวัด และจัดระเบียบเสนาสนะได้อย่างมากมาย

เนื่องด้วยตะกรุดหนังเสือนี้ เป็นตะกรุดที่หลวงปู่จารอักขระเองทุกอัน ยันต์ที่หลวงปู่จาร เรียกว่ายันต์มหาเบา ซึ่งเป็นวิชาของหลวงพ่อฉาย ซึ่งกว่าจะจารได้แต่ละอันต้องใช้เวลา และสมาธิจิตสูง ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของญาติโยมได้ทัน และเพียงพอ หลวงพี่สงบ จึงฝากแจ้งมาว่าท่านใดที่สนใจอยากจะได้บูชา ให้ติดต่อมาก่อน เพื่อสั่งจองไว้ล่วงหน้า โดยโทรมาหาหลวงพี่ได้ที่เบอร์ 081-921-0946 หรือขอพบได้โดยตรงที่วัดตะเคียน ทุกวัน

ก่อนจากกันวันนั้น หลวงพี่สงบฝากบอกบุญ ถึงลูกศิษย์ และผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายที่มีจิตใจดีงามต้องการทำประโยชน์ให้เป็นบุญเป็นกุศล ว่า ในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ นี้ทางวัดได้จัดให้มีพิธีทอดกฐินสามัคคี โดยทางวัดจะมีวัตถุมงคลมอบให้แก่เจ้าภาพกฐินทุกกอง ทั้งนี้หลวงพี่ได้จัดเตรียมวัตถุมงคลไว้มากมาย เพื่อต้อนรับสาธุชนคนใจบุญ ดังนี้แล้วท่านที่สนใจทำบุญสร้างวัด ก็ขอให้ติดต่อจองกฐินกันเสียตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ

จบบทความที่ก๊อปปี้เขามาเท่านี้ครับ ส่วนของผม (เจ้าของบล็อค จะขอเพิ่มเติมภายหลัง)

หลวงพ่อผ่าน ฉันทโก วัดป่าโพธิ์แก้ว 2

หลวงพ่อจากเราไปแล้ว ถ้ามีโอกาสช่วยกันทำบุญสร้างวัด สร้างเจดีย์ของท่านให้สำเร็จนะครับ

ข้อความเก่านี้ ณ เวลานี้ ผมขออนุญาต คงไว้ ไม่แก้ไข

สำหรับคนที่อยากจะทำบุญ ร่วมสร้างวัด


ขอแนะนำให้ท่านร่วมสร้างวัด กับหลวงพ่อผ่าน ฉันทโก
วัดป่าโพธิ์แก้ว2 หมู่5 บ้านหัวซา ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี
หลวงพ่อผ่าน(บางท่านอาจจะเรียกว่าหลวงปู่ผ่าน) ท่านเป็นพระรูปร่างเล็ก อายุ 73 ปี(ปี 2553)
ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่สรวง ออยเตียนสรูล

ท่านสร้างวัดไม่ต่ำกว่า 9 วัด ผมรู้จักชื่อวัด 3 ที่ คือ
1.วัดป่าศาลาเขียว จ.ชลบุรี วัดนี้ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ท่านได้มอบหมายงานดูแลการสร้างวัดให้พระรูปอื่นดูแลต่อไปแล้ว ท่านจะแวะไปวัดนี้เท่าที่จำเป็น หรือเวลามีงานสำคัญ
2.วัดป่าโพธิ์แก้ว 2 หมู่5 บ้านหัวซา ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี
3.วัดป่าโพธิ์แก้ว 3 อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี

วัดที่อื่นเหลือ ผมไม่ทราบรายละเอียด รู้แค่ทุกวันจันทร์ ถึงวันศุกร์ ท่านจะไปวัดอื่นที่ท่านกำลังสร้าง และวันเสาร์-อาทิตย์ ท่านจะอยู่รอญาติโยมมาร่วมทำบุญสร้างวัด ที่วัดป่าโพธิ์แก้ว 2 จ.ปราจีนบุรี

การไปที่วัดป่าโพธิ์แก้ว 2 แต่ละครั้ง หลวงพ่อผ่านท่านจะลงทองที่หน้าผากให้ ซึ่งการลงแต่ละครั้งจะให้ผลแตกต่างกัน จากใบโพยที่หลวงพ่อแจกให้หลังการลงทอง ครั้งที่ 1 ดังนี้

เริ่มต้นใบโพย

นะหน้าทองหรือลงทอง
การลงนะหน้าทองหรือลงทองทั้งหมด 7 ครั้ง เป็นมงคลต่อผู้ลง คือ …
ครั้งที่ 1 คือ มหานิยมครอบจักรวาล ผู้คนรักใคร่นิยมชมชอบ
ครั้งที่ 2 คือ มหาอุต ศาสตราวุธ มิมีกล้ำกลายทำร้ายมิได้
ครั้งที่ 3 คือ มหาอำนาจ ผู้คนยำเกรง เคารพ นับถือเกรงใจ
ครั้งที่ 4 คือ มหาเศรษฐี มั่งมีเงินทองไหลมาเทมา ร่ำรวยพอกพูนไม่รู้หมด
ครั้งที่ 5 คือ นรสิงหา ทุกอย่างจะมารวมที่เราหมด (ทั้งหมด 4 อย่างข้างต้น)
ครั้งที่ 6 คือ ธรรมะขัณฑ์หลวง คือ ผู้ที่จะเกิดธรรมะคุณธรรมขึ้นในจิตใจ
ครั้งที่ 7 คือ ประชุมลังกาทั้ง 7 กษัตริย์นี้ จะมารวมอยู่ที่เราหมด ทุกอย่างมาประชุมกันสุดยอด

การลงแต่ละครั้งต้องห่างกันอย่างน้อย 7 วัน จึงจะลงครั้งถัดไปได้ และลงห่างกันนานที่สุดไม่เกิน 3 เดือนต่อ 1 ครั้ง

ครั้งที่ 7 แล้ว คือ ครั้งสุดท้าย ต้องยกครูครอบครูอยู่ได้ตลอดชีวิต การไหว้ครูหรือยกครูให้แต่งขัณฑ์ 5 ขัณฑ์ ทำกรวยดอกไม้แดง ธูปแดง เทียนแดง (ค่าครูแล้วแต่จะให้) (เมื่อลงครบเจ็ดครั้งแล้วสามารถเจิมมือรับทรัพย์อีก 3 ครั้ง)


ข้อห้ามของการลงทอง คือ มะเฟือง ห้ามกินเด็ดขาด

หลวงปู่ผ่าน ฉันทโก 089 505 7360
ขอเชิญญาติโยมบริจาคทรัพย์สร้างมหาเจดีย์ป่าโพธิ์แก้ว 2 ตามกำลังศรัทธา
พระครูวิชาญธรรมโชติ (พระอาจารย์ปุ้ม) , นายสาโรช หว่างนุ่ม และนางสาวจุฑามาศ จันทรังษี พิมพ์ถวาย

สิ้นสุดใบโพย


ในการไปเจิมแต่ละครั้ง ต้องบอกหลวงพ่อว่า เรามาเจิมครั้งที่เท่าไร เพราะแต่ละครั้งใช้จำนวนแผ่นทองที่ลงและคาถาที่ใช้แตกต่างกัน และมีข้อห้ามเพียงข้อเดียว คือ ห้ามกินมะเฟือง

ถ้าท่านไปลงทองครบ 7 ครั้ง แล้วท่านสามารถให้หลวงพ่อลงทองที่มือ เพื่อรับทรัพย์ได้อีก 3 ครั้ง แต่การลงทองรับทรัพย์ที่มือนั้น เราสามารถลงห่างกันได้เกิน 3 เดือนครับ (ไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาว่าจะห่างกันนานเท่าไร) และถ้าลงครบแล้ว (หน้าผาก 7 ครั้ง มือ 3 ครั้ง) อยากลงซ้ำรอบใหม่ ก็สามารถลงได้ แต่ต้องเว้นการลงไป 7 เดือน


ในกรณีที่เราไปกินมะเฟืองที่เป็นข้อห้าม
- ให้สังเกตว่าเหงื่อที่ซึมออกมาจากแขน (ซ้าย-ขวา) มีทองติดอยู่หรือไม่ ถ้ามีแปลว่า เราไปกินมะเฟืองเข้าแล้ว ไม่ว่าจะโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม
- แต่ถ้าเราไม่ได้สังเกต เมื่อเราไปหาหลวงพ่อผ่าน หลวงพ่อท่านจะบอกเองว่าของที่ท่านลงให้นั้นไม่อยู่แล้ว ให้เริ่มลงทองใหม่ (เริ่มครั้งที่ 1 ใหม่)


ถ้าใครสนใจ ที่จะร่วมสร้างวัดกับหลวงพ่อผ่าน หรือมีโอกาสไปทางปราจีนบุรี ก็ขอเชิญไปกราบท่านได้ครับ หรือถ้าจะเช่าวัตถุมงคล ก็มีตู้จำหน่ายอยู่ครับ มีให้เลือกหลายแบบ หลายราคา ครับ ราคาเริ่มต้น ตั้งแต่ 99 บาท ไปจนถึง เป็นพัน (บางชิ้นเป็นของที่ญาติโยมนำมาถวาย เพื่อจำหน่ายนำเงินมาสร้างวัด) เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ท่านถวาย จะไปร่วมใช้สร้างวัด ครับ เพราะทางวัดยังมีภาระค่าใช้จ่ายอีกมาก (โบสถ์ยังไม่เสร็จ)

ถ้าถามหลวงพ่อผ่านว่า วัตถุมงคลชิ้นไหนที่เราน่าจะนำติดตัว ท่านจะแนะนำยันต์ 8 ทิศ ท่านว่าให้เราติดตัวไว้ตลอด เอาไว้กันคุณไสย์ หรือสิ่งไม่ดี แต่ไม่ได้หนังเหนียวนะครับ

ถ้าเหนียวก็ต้องเหรียญน้ำมนต์ เนื้อทองเหลือง ด้านหลังมีรูปหนุมาน หลวงพ่อบอกว่า “ดี” มีทั้งเมตตา มหาอำนาจ และมหาอุตต์ ใช้ไล่ผีก็ได้ หรือป่วยไข้ อาราธนาแช่น้ำ ทำเป็นน้ำมนต์ให้ดื่มพอประทังก่อนไปหาหมอก็ได้ เหรียญรุ่นนี้เคยมีประสบการณ์ด้านคงกระพันมาแล้ว ราคาสูงพอสมควร คือ 999 บาท (ราคาที่วัด) ผู้สร้างถวาย คือ พระครูวิชาญธรรมโชติ หรือหลวงพี่ปุ้ม จากวัดชุมพลนิกายาราม อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา หลวงพี่ปุ้มบอกว่า ต้นทุนเหรียญราคาสูง และต้องทำอย่างน้อย 3,000 เหรียญ ไม่งั้นเขาไม่รับทำ

หลวงพ่ออยู่วัดป่าโพธิ์แก้ว 2 วันเสาร์-อาทิตย์ ไปกราบได้ทั้งวัน ถ้าจะลงทองต้องไปเวลาที่มีแสงอาทิตย์ (อย่าให้เกิน 17.30 น.)
วันจันทร์ – วันศุกร์ ถ้าจะไปวัดป่าโพธิ์แก้ว ให้โทรไปสอบถามที่เบอร์โทรของหลวงพ่อ หรือหลวงพี่ทองสุขก่อน

การเดินทางไปวัดป่าโพธิ์แก้ว 2
– ออกจากกรุงเทพฯ เข้าทางด่วนมอเตอร์เวย์ ออกทางออก ไปทางจังหวัดฉะเชิงเทรา
– ขับตรงไปจนเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 304 (มุ่งหน้ากบินทร์บุรี)
– ขับตรงไป ผ่านแยกอำเภอบางคล้า และผ่านแยกอำเภอพนมสารคาม
– ขับตรงไปจนเจอทางแยก ให้เลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทาง 319
– ตรงไปเจอวัดสระมรกตอยู่ทางขวามือ และเจอวัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์อยู่ทางซ้ายมือ
– ขับตรงไปจนกว่าจะเจอ โรงพยาบาลศรีมโหสถ อยู่ฝั่งซ้ายมือ
– ไปอีกนิดหนึ่งจะเจอ 4 แยกไฟแดง (แยกไฟแดงแรกที่เจอ) ให้เลี้ยวขวาเข้าเส้นทาง 3070
– ขับตรงไปสัก 5 นาที จะเจอประตูทางเข้าวัดหัวซา และวัดป่าโพธิ์แก้ว 2 อยู่ทางขวามือ
– ทางด้านซ้ายมือจะเป็นโรงเรียนหัวซาวิทยา (อยู่ตรงข้ามกันกับทางเข้าวัด)
– เลี้ยวขวาแล้วขับตรงเข้าไปประมาณ 5.8 กิโลเมตร จะเจอป้ายเล็ก ทางซ้ายมือ
บอกทางว่าเป็นวัดป่าโพธิ์แก้ว 2 และมีชื่อหลวงปู่ผ่าน ฉันทโก เป็นป้ายเล็กๆ ห้อยอยู่ด้านล่าง
– ให้เลี่ยวซ้ายเข้าไป หลังจากนั้นจะขับเส้นทางดินแดง สัก 5 นาทีก็จะถึงเขตบริเวณวัด


วัดอยู่ในที่ไปยาก และกันดาร ถ้าท่านนำน้ำ หรือข้าวสาร อาหารแห้ง ไปถวายที่วัด ก็เป็นบุญดีครับ (ลองไปแล้วจะรู้ครับ)

ดูข้อคิดเห็น คลิกที่นี่…

This slideshow requires JavaScript.



ดูข้อคิดเห็น คลิกที่นี่…

หลวงปู่เย็น ทานรโต

สมัยที่หลวงปู่ยังอยู่ ผมเคยไปกราบท่านหลายครั้ง ที่ผมจำได้ คือ ท่านเป็นพระที่มีพลังจิตสูง และเมตตามากๆ หลวงปู่ท่านรู้ว่าเราคิดอะไรอยู่ และท่านจะให้พรขณะที่รับ พ.จากมือท่าน แต่ละคนจะได้รับไม่เหมือนกัน

เพื่อนผมคนนึงเคยทำพระถวายหลวงปู่เย็น มวลสารดีมาก แต่ผมเชื่อว่าน้อยคนจะรู้ว่าเป็นของที่หลวงปู่เย็นท่านเสก ที่ผมรู้จักเพราะเพื่อนผมเคยเอาของตัวอย่างให้ดูก่อนจะนำไปถวายหลวงปู่เย็น เพื่อจำหน่ายเอาเงินมาสร้างวัด

มวลสารเท่าที่จำได้ คือ
-ผงอิทธิเจ ของสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี
(ได้จากกรุวัดปากบาง อยุธยา)
– ผงหลวงตาเลิศ วัดชุมพลฯ บางปะอิน อยุธยา(หนักไปทางเมตตา)
– ผงหลวงพ่อกอง (อาจารย์ของหลวงตาเลิศ ไม่ใช่หลวงพ่อกอง วัดสระมลฑล)
– และมีผงอื่นๆ อีก แต่ผมจำไม่ได้
เฉพาะพุทธคุณของมวลสารที่ใช้ ไม่ต้องเสกก็ยังใช้ได้ และแรงด้วยครับ
ที่แน่ๆ น่าจะมีพุทธคุณทางมหาเสน่ห์ เมตตามหานิยม
เพื่อนคนที่ทำ(เสียชีวิตไปแล้ว)บอกว่าใช้ผงล้วนๆ ไม่ปนแป้ง หรือปูนเลย มีมวลสารอื่น คือ กาวเท่านั้นเป็นตัวที่ทำให้เกาะกัน

หลังจากถวายหลวงปู่เย็นไปแล้ว ผมไม่ทราบว่า หลวงปู่ท่านเสกไปทางด้านใด

เพื่อนคนที่ทำพระถวายหลวงปู่เย็นเล่าให้ผมฟังว่า
หลวงตาที่เขานับถือ ท่านบอกว่า ชีวิตเพื่อนผมไม่มีวันที่จะตกต่ำลงไป เพราะหลวงปู่เย็นท่านโมทนาบุญให้ มีกำแพงแก้วกั้นหลังไว้ เห็นชัดเลยครับ

ขอเล่าประสบการณ์สักเรื่องนะครับ เรื่องจริงที่เกิดขึ้นเรื่องหนึ่งเลยครับ
เพื่อนผมเคยเล่าให้ฟังว่า มีครั้งหนึ่งก่อนออกจากบ้านไปทำบุญ (อยู่บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา แม่เขาหยิบพระเครื่องจะนำมาติดตัว แม่หยิบมา 2 องค์ คือ หลวงปู่เย็น ทานรโต และหลวงพ่อเกษม เขมโก แล้วแกก็เลือกว่าจะเอาพระองค์ไหนอาราธนาขึ้นคอดี แต่แกนึกถึงคำของหลวงตาที่แกนับถือ เคยบอกเอาไว้ว่า หลวงพ่อเกษม สำเร็จอรหันต์แล้ว แกก็พูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “หลวงพ่อเกษม ดีกว่าเนาะ” แล้วแกก็อาราธนาพระหลวงพ่อเกษม แล้วนำติดตัวไป จากบางปะอิน ไปสิงห์บุรี เข้าเขตชัยนาท ผ่านหลายวัด ก็แวะทำบุญไปเรื่อย แต่พอไปถึงสำนักสงฆ์สระเปรียญ ก้าวแรกที่เข้าไปหาหลวงปู่เย็นที่พักของท่าน ได้ยินเสียงท่านพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “หลวงพ่อเกษม ดีกว่าจริงๆ นะโยม” เพื่อนผมบอกฮาตึงเลย แล้วก็มีโอกาสสนทนากับหลวงปู่หลายเรื่องจึงลาหลวงปู่กลับ

ภาพพระหลวงปู่เย็นรุ่นที่เพื่อนผม สร้างถวาย ครับ
ขนาดประมาณ กว้าง x ยาว x สูง คือ 1 cm x 2 cm x 0.3 cm
ผมจำได้ว่าที่เคยอยู่ในตู้จำหน่ายวัดถุมงคลของวัดสระเปรียญ ราคา 10 หรือ 20 บาท ผมจำไม่ได้ แต่ไม่เกิน 20 บาทครับ
ถ้าใครเห็นพระดังรูปแล้วให้รู้ไว้ด้วย ว่าเป็นพระของหลวงปู่เย็น เช่นกันครับ
ณ วันนี้ (20 มิ.ย.53) ผมยังไม่เห็นในท้องตลาด และไม่เชื่อว่ามีของปลอม